feeling

ภาระ

posted on 14 Aug 2008 00:40 by kid-nicca  in feeling

สวัสดีครับ ไม่ได้อัพมาซะนาน ก็อยากจะพูด(พิมพ์)ถึงสิ่งที่ประสบอยู่ในตอนนี้ให้ได้ฟัง(อ่าน)กัน

ก็ดูจะเขินๆหน่อย ตอนนี้ผมก็ได้เลื่อนตำแหน่งแล้วหลังจากที่ตลุยงานอย่างเอาเป็นเอาตายในโปรเจ็คที่แล้ว ก็ทำให้พี่เค้าเห็นว่าพอจะช่วยดูแลงานได้บ้าง เลยโดนสวมตำแหน่งเป็น supervisor ในแผนกไปซะแล้ว

อาจจะฟังดูว่าได้เลื่อนตำแหน่ง น่าจะน่ายินดี แต่ด้วยความที่ว่าผมเองก็ยังถือว่าใหม่มากๆกับวงการนี้ ยังเป็นแค่เด็กเพิ่งจบมาปีกว่าๆ แต่ต้องมาเป็นคนที่คอยดูงานของบางคนที่อายุมากกว่า ก็ทำให้เกิดความลำบากใจอยู่บ้าง แล้วก็ประสบการณ์ทำงานที่ยังไม่มาก เพราะนี่ก็เป็นที่ทำงานที่แรก แถมเพิ่งทำงานมายังไม่ถึงปีด้วยซ้ำ อาจจะโชคดีบ้างที่เคยได้ทำกิจกรรมตอนเรียน แล้วก็กิจกรรมกับเพื่อนๆข้างนอก ก็ทำให้พอจะทำงานวางแผนได้บ้าง

หลายๆคนก็อาจจะคิดว่าเป็นคนคุมงานสั่งงานมันก็ไม่เห็นจะมีอะไร แต่ผมกลับไม่คิดอย่างนั้น ถึงแม้ว่าผมจะลงไปทำเองด้วยก็เถอะ แต่ว่าการเป็นคนที่ต้องคอยดูแลงาน หมายความว่า ภาระรับผิดชอบ ของเรากว้างขึ้น แทนที่จะต้องรับผิดชอบแค่งานที่ตัวเองรับมา เราต้องรับผิดชอบงานที่เรามอบหมายให้คนอื่นด้วย คอยเข้าไปสนับสนุนช่วยเหลือคนที่ทำอยู่ ตรวจสอบความคืบหน้าของงาน วางแผนว่างานจะกระจายไปลักษณะใด แค่ที่กล่าวมาก็มากกว่าการที่เราทำหน้าที่ในระดับแค่คนทำตั้งไม่รู้กี่อย่างแล้ว

แต่ก่อนผมก็เคยคิดว่าคนที่เป็น supervisor เค้าไม่เห็นว่าจะได้ลงมาทำในส่วนของโปรดักชั่นเองซักเท่าไหร่ แต่พอได้มาเป็นเองก็เข้าใจว่ามันก็มีหลายๆอย่างให้ทำจนดูดเวลาเหล่านี้ไปไม่ใช่น้อยเลย แล้วผมเองจริงๆก็ชอบที่จะทำในส่วนของตัวงานจริงๆด้วยตัวเองมากกว่าด้วย แต่ก็ไม่มีเวลาจะมาทำด้วยตัวเองซักเท่าไหร่

ซึ่งเมื่อผมได้รับมอบตำแหน่งหน้าที่นี้ ก็หวังไว้ว่าจะทำให้สุดความสามารถที่สุดเท่าที่จะทำได้ ถึงแม้จะยังไม่ค่อยมีประสบการณ์ หรือความรู้ความสามารถเท่าไหร่ แต่ก็ต้องพยายามเรียนรู้จากเพื่อนร่วมงานให้ได้มากที่สุด อย่าให้คนที่เค้าให้ความไว้วางใจต้องรู้สึกไม่ดี และไม่มารู้สึกเสียใจภายหลัง(อันนี้ก็เป็นกับทุกๆตำแหน่งล่ะนะ)

 

อาจจะฟังดูว่าการเลื่อนตำแหน่งดูไม่ดีเอาซะเลย แต่ก็มีสิ่งนึงครับที่ดีขึ้น
นั่นก็คือเงินเดือนนั่นเอง

แต่ถ้าลดภาระการทำงานลงบ้างมันก็สบายใจขึ้นนะ

งานเยอะมาก...

posted on 03 May 2008 20:57 by kid-nicca  in feeling

ช่วงนี้งานที่ที่ทำงานเยอะมากๆ เพิ่งผ่านพ้นโปรเจ็คไปอันนึง ก็เหลือโปรเจ็คหลักอีกอันที่จะต้องส่ง 4 ตอนแรกเดือนนี้ กับอีก 3 ตอนในเดือนหน้า กลัวว่าจะไม่ทันซะจริงๆ

แล้วพอไปทำมันก็รู้สึกว่างานรออยู่เยอะสุดๆ เริ่มเหนื่อยเริ่มขี้เกียจขึ้นมา

จริงๆแล้วผมเป็นคนประเภทที่ขี้เกียจสุดๆ แต่ว่าถ้ามีงานที่ต้องทำก็จะทำแบบเต็มที่ขึ้นมา จนมีคนมองว่าเป็นคนขยันกันซะได้..

ไอ้ที่ต้องทำแบบเต็มที่ได้ ก็เพราะมีภาระผูกพันอยู่ ถ้าเราไม่ทำ คนที่ทำต่อจากเราก็จะทำไม่ได้ ถ้าเราทำไม่ดี คนที่ทำต่อจากเราก็จะลำบาก มันก็เลยต้องพยายามทำในส่วนของเราให้ได้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้

แต่ที่ผ่านมาก็มีหลายๆส่วนที่ทำผิดพลาดไป ก็รู้สึกแย่อยู่เหมือนกัน..

 

ส่วนอีกข้อที่ทำเต็มที่ เพราะการที่เราได้ทำ มีอะไรให้ทำ ก็หมายความว่าเรามีคุณค่าในงานนั้นๆขึ้นมา ทำให้รู้สึกว่าเรายังมีค่าอยู่

และเมื่อเราเต็มที่กับมัน เมื่องานเสร็จ เราก็จะภูมใจกับงานเหล่านั้น

พี่ที่ที่ทำงานเคยบอกไว้ว่า
"ตอนทำงานก็ต้องทำให้เต็มที่ เพราะถ้ามันเสร็จส่งไปแล้ว เราเอากลับมาแก้ไม่ได้อีก แล้วมันจะติดตัวเราไปตลอด" ซึ่งมันก็จริง

 

 

แต่พอเหนื่อยมากๆ ก็อยากพักบ้างเหมือนกันนะ 

อยากเก่ง

posted on 26 Feb 2008 23:16 by kid-nicca  in feeling

มีหลายๆอย่างที่เราเคยตั้งเป้าหมายไว้ว่าอยากจะทำ แต่ปัจจัยที่ทำให้เราไม่ทำเพราะเรารู้สึกว่า "เราไม่เก่งพอ"

และด้วยความรู้สึกนั้น ทำให้เราเกิดความรู้สึกว่า "อยากเก่ง" เพิ่มขึ้นมา เพื่อที่จะได้ทำตามเป้าหมายได้

ความรู้สึกนั้นเอง ที่ทำให้เราพัฒนาตัวเองต่อไปได้ 

 

แต่คำว่า เก่ง  นั้นต้องแลกมาด้วยความพยายามมากมาย

ความใฝ่รู้ใฝ่ศึกษา การทำความเข้าใจ การฝึกฝน การขัดเกลาความคิด ทักษะ

ต้องใช้ทั้งแรงกายแรงใจเป็นอย่างมาก 

 

แน่นอนว่าผมก็เป็นคนหนึ่งที่อยากจะเก่ง อยากจะทำนู่นทำนี่ได้

แต่พอหลายๆครั้งที่เรารู้สึกว่าเราเก่งแล้ว เรามักจะเริ่มสูญเสียความรู้สึกว่าอยากเก่งนั้นไป

ซึ่งมันทำให้เราเริ่มไม่พัฒนาตัวเอง

 

อาจจะมีคำพระสอนไว้ว่า "จงพอใจในสิ่งที่ตนมี"

แต่ผมเชื่อว่า การที่เราไม่พอใจไม่ใช่สิ่งที่ผิด เพราะหากเรายังใฝ่หาที่จะพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น
ย่อมดีกว่าปล่อยให้เป็นอย่างปัจจุบัน

หากเราพอใจในสภาพเป็นทุกข์ตอนนั้น ไม่พยายามหลุดพ้นจะพ้นทุกข์ได้อย่างไร
(เริ่มหลุดประเด็นไปหน่อย)

 

การที่มีหลายๆคนชมว่าเก่ง หลายครั้งทำให้เกิดความเหลิงใจว่า "เราเก่ง"
ซึ่งผมเองก็เคยมีช่วงเวลาแบบนั้น จนรู้สึกสูญเสียความอยากเก่งไป

อาจจะฟังดูไม่ค่อยดี
แต่ในช่วงเรียนต้องยอมรับว่าผมค่อนข้างจะทำงานได้ดีกว่ารอบข้าง จนรู้สึกว่าไม่รู้จะทำให้ดีกว่านี้ทำไม

ความใฝ่หาว่าอยากเก่งนั้นก็ลดลงไปตามกาลเวลา

แต่เอาเข้าจริงเราก็รู้ตัวอยู่ว่าเรานั้นไม่เก่งอะไรเมื่ออยู่ภายนอก งานของเพื่อนนอกคณะนั้นก็เห็นๆอยู่ว่าดีกว่าเรานัก

 

แต่จนแล้วจนรอด
ความรู้สึกว่า "อยากเก่ง" นั้นก็ยังคงอยู่
เพราะยังมีสิ่งที่อยากทำอีกมากมายที่ยังทำไม่ได้ เพราะว่าเรายัง"ไม่เก่งพอ"

 

แต่เราก็ดันขี้เกียจซะนี่สิ แย่จริงๆ... 

ผม "อยากเก่ง" ครับ