เป้าหมาย

posted on 23 May 2017 22:21 by kid-nicca in feeling

สวัสดีครับ วันนี้ก็อยากจะมาพูดเวิ่นเว้อเกี่ยวกับตัวเองเก็บไว้ว่าเราเคยคิดอะไรแบบไหนไว้บ้างในแต่ละช่วงเวลาของเรา ว่าเป้าหมายของเราคืออะไร

เอาเป็นว่า เริ่มจากช่วงที่อะไรๆมันดูเป็นรูปเป็นร่างพอสมควรก่อนละกัน คือสมัย ม.ปลาย

ตอนนั้นเป้าหมายคือ อยากจะเป็นนักวาดการ์ตูน เพราะว่าเราชอบวาดรูป อยากจะเขียนเรื่อง แล้วในช่วงนั้น อะไรที่พอจะดูเป็นอาชีพที่สุดในตอนนั้นก็คือ นักเขียนการ์ตูน ออกหนังสือ ไปขายงานโดจิน ณ ตอนนั้นก็คิดแค่นั้นแหละครับ คือหลักๆเราแค่คิดว่า ถ้าเราชอบวาดรูป แนวๆนี้ มีอะไรให้เราทำได้บ้าง

พอเข้ามหาลัย ช่วงปีแรกๆ ก็ยังไม่ได้คิดอะไรมาก ยังใกล้เคียงกับสมัย ม.ปลายอยู่ แต่ก็เริ่มอ่านงานมากขึ้น(โดยเฉพาะ ARIA) เราเริ่มคิดว่า เราอยากวาดฉากเก่งๆด้วย ตัวละครเนี่ยใครๆก็วาดกัน เราต้องวาดฉากให้สวยๆ! แต่ก็ยังอยู่กับการวาดมังงะ เขียนโดจินอยู่

พอกำลังจะขึ้นปี 3 ต้องเลือกสาย แอบมีลังเลระหว่าง อนิเมชั่น กับ เกม เพราะก็เป็นอะไรที่อยากทำทั้งคู่ แต่ก็มาจบที่อนิเมชั่น

พอขึ้นปีสามปีสี่ เริ่มมีงานวาดรูปเข้ามาให้ทำเป็นชิ้นเป็นอัน เลยคิดว่า เราอาจจะทำงานกับแนววาดภาพประกอบ วาดอิลลัสต์ก็ได้หรือเปล่านะ ฉากที่ไม่ค่อยมีคนวาด เราก็วาดได้เพ้นท์ได้ประมาณนึง นี่แหละ ความแตกต่าง ไม่มีใครอยากทำ เราอยากเพ้นท์ฉากเก่งๆ อยากไปเรียนเพ้นท์ฉากในอนิเมที่ญี่ปุ่น

ก็พอเรียนจบ ก็เริ่มจะคิดว่า อยากทำงานที่ใช้สกิลเพ้นท์ๆลงสีๆวาดรูปๆ แต่มันไม่ค่อยจะมีหรอก คือเราก็ยังฝีมืองั้นๆ ก็ไปสมัครงานบริษัทอนิเมชั่น ได้ทำงานคอมโพสิท เราก็เริ่มมาคิดว่า เราโอเคกับการเป็นฟันเฟืองเล็กๆชิ้นนึงในงานชิ้นใหญ่ๆแฮะ เราอยากสร้างอนิเมชั่น!! เป็นคอมโพสิเตอร์ก็สนุกดี เย่

แล้วซักพัก ที่บริษัทมีพวกคลาสภายใน ให้คนเก่งๆมาสอนแนะนำนู่นนี่ เราก็เข้าไปหมด ทั้งตอนที่เป็นออกแบบตัวละคร การวางองค์ประกอบ การอนิเมท ก็ได้ความรู้ติดตัวมาหลายๆอย่าง

แต่ช่วงทำงานประจำ ไม่ได้วาดรูปเลย แทบไม่ได้แตะกระดาษดินสอ ในคอมก็ไม่ได้วาดด้วย

แล้วด้วยความอยากทำอนิเมชั่นแบบญี่ปุ่น ก็ไปได้เพื่อนที่กำลังจะกลับญี่ปุ่น เลยฝากซื้อโปรแกรมที่ญี่ปุ่นใช้กลับมา จะเอามาหัด

ก็ยังไม่ค่อยมีเวลาหัดหรอก เพราะงานประจำเยอะมาก มีว่างๆแว้บๆหลุดมาช่วงพักร้อน ได้วาดการ์ตูนไปลงแข่งพิทช์งานมา แต่ก็แพ้ล่ะนะ

ก็เอ้อ เราก็ยังพอจะวาดรูปได้อยู่นะ แล้วก็ถึงช่วงเวลาที่เราคิดไว้ว่า เฮ้ย เราอยากไปเรียนต่อที่ญี่ปุ่น ถ้าไม่ได้ไปตอนนี้ก็คงแก่เกินไปละ ก็เลยลาออก แต่ก็ยังไม่ได้ไปญี่ปุ่นหรอก เรียนภาษาญี่ปุ่นในไทยก่อน

พอไม่ได้ทำงานประจำละ ก็มาชวนเพื่อนๆวาดการ์ตูนทำรายเดือนกัน ช่วงนี้ก็สนุกดี ได้ลองวาดเป็นเรื่องเป็นราวระดับนึง ก็ทำมาเรื่อยๆ รื้อฟื้นสกิลวาดรูปด้วย

แล้วพอปลายปี ก็มีกิจกรรมแข่งอนิเมชั่นในกรุ้ป THAI 2D Animator เลยไปลงด้วย ก็แบบ ได้เวลาหัดโปรแกรมที่ซื้อมาซะที

ตอนนี้ก็แบบ กลายเป็นว่า ได้ฝึกอนิเมทตัวละคร เอ้อ ก็สนุกดีนะ ถึงจะต้องวาดอะไรไม่รู้เยอะแยะก็เหอะ แต่ได้เห็นตัวละครขยับได้แล้วก็รู้สึกดี

พอต้นปีก็เลยทำอีกชิ้นนึง มีฉากมีอะไรด้วยหน่อยๆ แต่ช่วงนี้เริ่มพบว่า ตัวเองขี้เกียจเพ้นท์ไปแล้ว ฉากเฉิกนี่ขี้เกียจทำให้ละเอียดมาก แต่กลับมานั่งวาดตัวละครเป็นสิบๆรูปให้มันขยับได้ แล้วนั่งแก้นู่นนี่ให้มันขยับสมูธด้วยนะ

พอมากลางปี ได้ทำอีกโปรเจ็ค แต่โปรเจ็คนี้ทำไปก็แอบมีหงุดหงิดๆไป เพราะอะไรไม่รู้เหมือนกัน งานก็ออกมาถือว่าดีแท้ๆ แต่รู้สึกไม่ค่อยโอเคเท่าไหร่ แต่ก็ทำจนเสร็จออกมาค่อนข้างสมบูรณ์

แล้วก็แพลนจะไปญี่ปุ่นก็มาถึง ก็เลยได้ไปญี่ปุ่น ก็ไปเรียนภาษาครึ่งปี แล้วก็ตัดสินใจกลับไทย

กลับมาก็ทำโปรเจ็คอีกตัว รอบนี้ก็ถือว่าทำเยอะกว่าที่ผ่านๆมา อนิเมทเยอะขึ้น ขยับมากขึ้น ฉากก็ทำออกมาพอสมควร แต่ใช้ 3D ช่วยเยอะ

ก็รู้สึกว่า เอ้อ เราก็โอเคกับการอนิเมทอยู่นะ

เริ่มพบว่า เราสนุกกับการอนิเมท ทั้งที่แต่ก่อนตอนมหาลัย คิดว่าเราอยากไปทางวาดฉาก อยากเพ้นท์เจ๋งๆ

มาตอนนี้เราขี้เกียจเพ้นท์ ขี้เกียจลงรายละเอียด เอาลงสีง่ายๆก็พอ แต่อยากวาดตัวละครให้ขยับออกมาดีๆแทนแล้ว

คือเป้าหมายของคนเรามันก็อาจจะเปลี่ยนกันได้ ถ้าเราได้ลองอะไรที่มันเหมาะกับตัวเรามากกว่า

จริงๆอีกสาเหตุที่ผมเลือกจะมาสายอนิเมชั่น ก็เพราะงานเพ้นท์หรือภาพประกอบเราสู้คนอื่นไม่ได้ด้วย เราก็ต้องออกจากตลาดที่เราสู้ไม่ได้ แล้วมาในตลาดที่ยังไม่ค่อยมีคู่แข่งดีกว่า

แต่จริงๆก็ไม่ได้หวังจะทำเป็นงานเท่าไหร่หรอก เพราะถ้าเป็นงาน มันก็จะมีแรงกดดันและความรู้สึกถูกบังคับเข้ามา

ตอนนี้ผมก็ทำอนิเมชั่นเป็นงานอดิเรก แล้วกำลังพยายามหางานอย่างอื่นมาหาเงินเลี้ยงชีพมากกว่า

จบครับ

งานสอน

posted on 28 Jul 2016 22:37 by kid-nicca in negative

สวัสดีครับ

พอดีช่วงนี้ทำงานหนัก(จริงๆสำหรับหลายๆคนคงมองว่างานนิดเดียว แต่เอาเป็นว่าหนักสำหรับผมละกันนะ) คือเป็นงานสอนวาดรูปครับ

แล้วทีนี้พอทำไปเรื่อยๆ มันก็เริ่มสะท้อนหลายๆอย่างมาจากตัวของนักเรียนเอง และจากตัวเราด้วย

อันดับแรก เรื่องการวาดรูปเนี่ย มันเป็นอะไรที่ค่อนข้างอิสระ ไม่ได้มีอะไรตายตัวขนาดนั้น แต่ละคนต่างก็มีสไตล์หรือรูปแบบที่ตนเองอยากจะทำ
การพยายามที่จะสนับสนุนสิ่งที่นักเรียนอยากวาด จึงเป็นสิ่งที่ผมพยายามจะทำให้ได้เป็นอันดับแรกๆ

แต่ ก็มีนักเรียนที่มาเรียนโดยยังไม่มีแนวทางที่อยากจะวาดเหมือนกัน หรือบางคนที่ไม่ได้อยากจะเรียนก็อาจจะมี ซึ่งทำให้การเข้าไปแนะนำเป็นเรื่องยากพอดู ก็เลยจะไปเน้นที่พื้นฐานการวาดมากกว่า ก็จบประเด็นนี้ไป

กลับมาที่คนที่มีสไตล์ที่อยากจะวาด อย่างที่รู้ว่าแต่ละคนก็น่าจะมีสไตล์ที่ตนถนัดอยู่ ซึ่งผมที่เป็นคนสอน ถึงจะพอทำได้หลายแนวอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเก่งไปซะทุกด้าน พอมีคำถามที่ไปในแนวที่ตนเองไม่ค่อยได้ทำแล้วนั้น ก็ทำให้เกิดความลำบากใจในการถ่ายทอดความรู้เหมือนกัน เราก็ต้องพยายามสอนเท่าที่เรารู้ไปให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่มาถึงจุดนี้ทำให้เรารู้สึกว่า เรายังมีทักษะไม่เพียงพอที่จะสอนหรือเปล่า (ไม่หรือเปล่าหรอก ไม่พอนั่นแหละ)

มันก็เป็นความรู้สึกผิดอย่างนึงที่ไม่สามารถสนับสนุนนักเรียนได้อย่างที่นักเรียนคาดหวังจริงๆ

เรื่องต่อมาคือเรื่องของงานออกแบบ อย่างที่น่าจะรู้ว่า งานออกแบบนั้นเป็นเรื่องของรสนิยมของผู้ทำ และคนดู และเมื่อเราดูงานของนักเรียน คำแนะนำของเรามันจะเป็นในฐานะของคนดู เราต้องพยายามไม่ใช้ความเห็นแบบ "ถ้าเราเป็นคนทำ" มากจนเกินไป เพราะนี่เป็นงานของนักเรียน เราได้แต่บอกว่า "แบบนี้น่าจะดีกว่า" ในแบบที่เป็นภาพรวมว่าคนส่วนมากน่าจะเห็นว่าสวยงาม แต่มันก็ไม่แน่เสมอไป งานออกแบบเป็นงานที่เฉพาะตัวมากๆ การแนะนำหรือติชมงานเลยเป็นเรื่องนึงที่ยากมากสำหรับผมในช่วงนี้ ยิ่งเป็นงานที่แต่ละคนทำอย่างมีความเฉพาะตัวมากๆด้วยแล้ว ยิ่งทำให้ยากที่จะแนะนำขึ้นไปอีก

ตอนนี้ผมพยายามลดบทบาทของการเสนอความคิดลง และกลับไปเน้นที่เรื่องพื้นฐานที่การวาดบางส่วนผิดพลาด หรือการเสริมเน้นบางส่วนที่เจ้าตัวทำไว้แล้วมากขึ้น แต่มันก็เกิดคำถามอีกว่า จริงๆเราควรจะสอนลงไปขนาดไหน แล้วตกลงอะไรกันแน่ที่เราควรจะสอนในการเรียนตรงนี้

ในงานศิลปะหรือการวาดภาพนั้น มันประกอบด้วยสองอย่างใหญ่ๆคือ การออกแบบ และ ทักษะ หากมีทักษะ แต่ออกแบบไม่ได้ ก็ได้เป็นงานดาษๆ แต่ถ้ามีไอเดียที่ดี แต่ขาดทักษะที่จะถ่ายทอด ก็ไม่ได้ผลงานที่ดีออกมาเช่นกัน

ใจจริงนั้นผมคิดว่าผมอยากจะเน้นสอนที่ทักษะมากกว่า เพราะงานออกแบบนั้นเป็นความสามารถและวิธีคิดที่เฉพาะตัวมากๆ ที่บางทีไม่ต้องสอนก็ได้ แต่ถ้าเราไม่สอนเลย บางคนก็ไม่สามารถทำให้งานสวยได้ เป็นเรื่องที่ชวนปวดหัว แต่ก็ต้องปล่อยวาง รสนิยมของบางคนเราก็ไม่สามารถไปปรับเปลี่ยนได้ ต่อให้เรามองว่ามันไม่ดี หรือคนส่วนมากอาจจะไม่ชอบ แต่ถ้าเค้ายืนกรานจะทำ ผมเองจริงๆก็ไม่มีสิทธิ์จะไปห้ามแต่อย่างใด

พอมาพูดถึงการไปพูดแนะนำ ก็จะเป็นเรื่องของการใช้คำพูด การเลือกคำอธิบาย การแสดงออก ทุกอย่างมันรวมๆกันจนบางครั้งเราอาจจะใส่อารมณ์ และแสดงออกในทางไม่ดีหรือเปล่า บางทีเราเองก็เป็นคนใจร้อนและพูดออกไปไม่คิดเหมือนกัน

พอสอนมาจนตอนนี้ก็ได้แต่คิดว่าข้อผิดพลาดมากมายของตัวเองที่เกิดขึ้นที่ย้อนกลับไปแก้ไม่ได้แล้ว และคนที่เรียนไปก็ได้เสียเวลาเรียนไปแล้ว้ดวย

ช่วงนี้เลยมีอาการเหนื่อยกายผสมกับเหนื่อยใจในการสอนของตัวเองขึ้นมา

แต่เมื่อเรารับผิดชอบมาแล้ว ก็ต้องรับผิดชอบให้ถึงที่สุด การบอกว่าก็คงมีคนที่ได้อะไรกลับไป มันก็เป็นแค่คำปลอบใจตัวเอง เพราะเราควรทำให้ทุกคนที่ตั้งใจมาเรียนไปถึงจุดที่ควรจะไปถึงได้ ไม่ใช่แค่บางคน

สรุป ก็จะสู้ต่อไปจนจบสิ่งที่เริ่มไว้ครับ

การมอง

posted on 02 Oct 2014 02:27 by kid-nicca in feeling
สวัสดีครับ ถ้าใครแวะผ่านๆมาอ่านบล็อคร้างๆอันนี้ ก็ยินดีต้อนรับครับ
 
พอดีจู่ๆก็มีความคิดอยากจะพิมพ์อะไรระบายความคิดของตัวเองขึ้นมานิดหน่อยน่ะครับ แต่ไม่รู้จะไปลงที่ไหนดี ก็มาจบที่นี่ที่ไม่ค่อยมีคนเข้ามาดี(ฮา)
 
พอดีช่วงนี้ก็ได้คุยกับเพื่อนๆ แต่จะว่าไงดี ก็สนใจสิ่งคล้ายๆกัน แต่ก็เหมือนอยู่คนละโลกกัน
อาจจะเพราะเรามองโลกต่างกันล่ะมั้ง
 
คงเป็นเพราะอายุค่อยๆมากขึ้น ได้เจออะไรมามากขึ้น
ตอนนี้ ผมมักจะพยายามมองสิ่งต่างๆในด้านดีๆของมัน
พยายามหาส่วนดีของมัน พยายามมองข้ามเรื่องที่ไม่ดีของมัน
พยายามมองโลกให้ง่ายขึ้น พยายามอยู่กับมันให้ง่ายขึ้น
 
เพราะคิดว่า ถ้าเราไม่ไปมองเรื่องไม่ดีทั้งหลายแหล่ มันก็น่าจะทำให้เรามีความสุขดีนี่นะ
ส่วนนึงคงเพราะนิสัยผมที่ชอบเลี่ยงปัญหา ไม่ชอบเจอเรื่องอะไรยุ่งยากก็ได้
แต่ถ้ามีปัญหา มันก็ต้องพยายามแก้ไขให้ได้ แต่ก็นั่นแหละ ถ้ามันยุ่งยากนัก เลี่ยงได้ก็เลี่ยงดีกว่า
 
เพราะงั้น ปัญหาที่จะทำให้เรารู้สึกแย่ หรือรู้สึกไม่ดี ก็คือการมองของรอบๆตัวเราว่าไม่ดีไปซะ
แต่ก็เป็นเรื่องปกติ ถ้าอะไรที่เราไม่ชอบ มันก็คือไม่ชอบ จะทำใจให้ชอบมันก็คงไม่ได้
แต่ถ้าเรามองข้ามสิ่งที่ไม่ชอบไปได้ มันอาจจะมีสิ่งที่เราชอบอยู่หลายๆอย่างก็ได้
 
เพราะงั้นผมเลยพยายามจะรีบๆมองข้ามเรื่องที่ไม่ดีพวกนี้ไปให้ได้
แล้วไปหาสิ่งดีๆที่ผมอาจจะมองข้ามไป
 
อีกอย่างก็คงเป็น ถ้าอะไรที่ผมรู้ว่าผมคงไม่ชอบใจมันแน่ๆ ผมก็จะไม่มองมันไปเลย
ถ้ารู้ตัวอยู่แล้วว่ามองไปก็รู้สึกแย่เปล่าๆ แล้วจะมองมันทำไมกัน
 
แต่เวลาที่ผมมองตัวเอง
ผมกลับเจอแต่ข้อเสียของตัวเอง แล้วก็พยายามมองข้ามไป
แล้วก็คิดว่า ช่างมันเถอะ เราก็ยังมีข้อดี
แล้วก็ไม่ค่อยจะกลับไปแก้ข้อเสียพวกนั้นเท่าไหร่
แล้วก็พยายามทำข้อดีของตัวเองไป
ก็ได้แต่หวังว่าคนที่มองเรา จะมองข้อดีมากกว่าข้อเสียไป
 
แต่ก็อย่างว่าล่ะครับ นี่คือวิธีการมองของผมเฉยๆ
แล้วผมก็คงบอกไม่ได้ว่ามันเป็นวิธ๊มองที่ดีอะไร
แค่ผมคิดว่าการมองแบบนี้ มันก็สบายใจดีเท่านั้นล่ะ
 
คนอื่นๆนั้นก็มองสิ่งต่างๆต่างจากผม
ไม่ว่าจะ
มองโลกให้ซับซ้อน
มองแต่สิ่งไม่ถูกใจ
มองอย่างรอบคอบ
มองอย่างจริงจัง
 
หรือกระทั่ง ไม่มองอะไรเลย
 
 
ผมก็แค่คิดว่าบางครั้ง คนเราก็น่าจะผ่อนคลายลงบ้าง
มองสิ่งต่างๆให้ง่ายลง
ชีวิตก็น่าจะเป็นสุขขึ้นเท่านั้นล่ะครับ
 
แต่กระนั้น ก็อาจจะเพราะต้นทุนชีวิตของผมค่อนข้างดีกว่าหลายๆคน เลยพูดออกมาได้ก็ได้...
สำหรับคนที่มีชีวิตที่ยากลำบากมา มาอ่านตรงนี้ก็คงจะหมั่นไส้เอา ก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับ
 
แต่ผมก็หวังว่าคนเราจะมองโลกให้สดใสขึ้นมาบ้าง อย่ามัวแต่มองสิ่งไม่ดีอยู่เลยเท่านั้นแหละ
 
ขอบคุณที่ทนอ่านครับ